Film class
อาจารย์วิชชา วรรณรัตน์
29 กันยายน 2560

 

หนังนอกเวลา (เรียน) ขอพาผู้อ่านมาพบกับอาจารย์ผู้สอนที่มีความรู้ทางด้านภาพยนตร์อย่าง อาจารย์วิชชา วรรณรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่จะมาแนะนำ “หนังนอกเวลาเรียน” เหมาะที่นักศึกษาหรือผู้อ่านทุกท่านควรหามาศึกษาในแง่การผลิตหนังทุนน้อยและการเล่าเรื่องของหนังไทยที่น่าสนใจ วันนี้เราจะมาค้นหากันว่ามีหนังอะไรน่าสนใจ เหมาะกับการศึกษาบ้างกันครับ
 
โดยอาจารย์ได้เลือกหนังเรื่องแรกเป็นหนังไทย นั่นก็คือ Once (2551) หนังของ จอห์น คาร์นี่ย์ เป็นเรื่องราวของคนหนึ่งคือนักดนตรีข้างถนนที่ไม่กล้าร้องเพลงของตัวเอง อีกคนหนึ่งคือสาวเชคลูกหนึ่งที่พยายามหาทางปรับตัวเข้ากับเมืองใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ในระยะเวลาสั้นๆที่ได้รู้จักกัน พวกเขาแค่เล่นดนตรี และทั้งคู่ก็ต่างช่วยผลักดันให้ฝันของอีกฝ่ายเป็นจริง โดยอาจารย์ วิชชา ได้ให้เหตุผลในการเลือกหนังเรื่องนี้ว่า
 
“คือจอห์น คาร์นีย์เริ่มจากโปรดักชั่นเล็กที่สุด แล้วมันมีพลังในการสื่อสารมาก มันงดงามในแง่ของเนื้อหาและภาพ แม้ว่าการใช้ภาพจะมาจากกล้องคุณภาพต่ำ นักแสดงก็ไม่มีชื่อเสียง แต่สิ่งสำคัญคือเขารู้จักดึงเนื้อหา ดึงสารที่อยู่ในหนัง อารมณ์ต่างๆ ที่มันง่ายแต่สวยงามออกมา และมันสื่อสารได้ผ่านความดิบของกล้อง หากเทียบกับทฤษฎีแล้ว มันใกล้กับ สัจนิยมใหม่ (Neo-Realism) แต่เป็นอะไรที่ใหม่ที่มันพูดถึงความงามของชีวิต ที่ไม่ต้องต่อสู้บีบคั้น แต่เป็นการดิ้นรนเพื่อความฝัน ความรัก ผมเลยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ เมื่อนักศึกษาได้ชม ก็จะพบว่า เรามีกล้องตัวเดียวเราก็ถ่ายหนังได้ กล้อง 5D หรือ 6D ก็แล้วแต่ เราก็ถ่ายได้แล้วโดยที่ไม่ต้องจัดไฟเยอะ ถ้าเราเข้าใจแหล่งแสงหลักของธรรมชาติ  เราสามารถปรับใช้กับงานภาพยนตร์ได้ พอ Once ผ่านมามันกลายเป็น Begin Again เงินมันเยอะขึ้น แต่ก็ยังเป็นโปรดักชั่นเล็กอยู่ดี อันนี้เขาก็ใช้นักแสดงที่มีชื่อหน่อย แต่ก็ยังดูเป็นหนังทุนเล็กและมีคุณภาพอยู่ดี แล้วก็มันยังมีความงดงามของชีวิตและเสียงเพลงอยู่ในนั้น ผมเลยคิดว่าเรื่อง Once น่าจะเป็นหนึ่งในหนังที่นักศึกษาควรหามาดูกัน เพราะตัวหนังก็ไม่ได้เก่ามาก อีกทั้งยังเล่าเรื่องราวความรัก น่าจะดูง่าย ” อาจารย์วิชชา กล่าว

เรื่องที่ 2 อาจารย์วิชชาได้แนะนำไทยหนังอย่าง จันดารา (2544) จากผู้กำกับมากฝีมืออย่าง นนทรีย์ นิมิบุตร  ที่เล่าเรื่องราว ของจัน ที่เป็นลูกเมียติด ที่พอเกิดมาแล้วแม่ก็ตาย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว พ่อซึ่งเป็นคนยศใหญ่ในละแวกนั้น ก็มีอคติ ดังนั้นจันจึงเป็นลูกของพระยาที่อยู่ท้ายครัว มีหน้าที่รับใช้ลูกสาวของพระยาคนนี้ ซึ่งเขาก็โหยหาแม่ แต่ก็ถูกเลี้ยงโดยน้าของตน ซึ่งน้าก็ต้องมาเป็นเมีย แทนแม่ของตัวเอง และในขณะเดียวกันจันเองก็เห็นพ่อของตนมีความสัมพันธ์ กับคนหลายคน เขาก็เกิดภาพจำ ว่านั่นคือการแสดงความรัก จันก็เลยใช้ชีวิตแบบนั้นมาเรื่อยๆ จนมีความรักก็ไม่สมหวัง ไม่รู้จะจัดการมันยังไง จนถูกไล่ออกไปเพราะว่า ลูกสาวที่เห็นพ่อมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน ก็เกิดภาพจำเหมือนกัน ก็เลยเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ และมันก็เลยเล่าเรื่องราวความรักที่มันบิดเบี้ยวได้อย่างน่าสนใจ
 
“หากมองภาพรวมแล้วจะดูเป็นอีโรติกนะ แต่ผมว่าหนังไทยควรจะมีแบบนี้สักปีละเรื่องนะ คือจันดาราเนี่ย เนื้อหามันหนักหน่วงมาก แต่ด้วยภาษาภาพของพี่อุ๋ย แล้วก็โทนอารมณ์ ตัวละครที่มันมีภาวะทางจิตเยอะเนี่ย ก็ถ่ายทอดออกมาค่อยๆ ไล่เรียงไปในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง เขาก็ทำได้ดีมาก คือคนที่เรียนหนังควรจะเข้าใจชีวิต เพราะว่าเราเรียนชีวิตผ่านภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้ก็ถ่ายทอดชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะ จัน ถ้าพูดด้วยทฤษฎีจิตพิเคราะห์ ก็จะพบว่าจริงๆ แล้วเขาก็โดดเดี่ยว คือทุกวันนี้ต้องบอกว่าพ่อแม่ สร้างปมให้เราโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ยิ่งยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เราทำงานมากขึ้น สมัยก่อนเราจะบอกว่าเราไม่ค่อยมีเวลา พอมาดูสมัยนี้สิ เราไม่มีเวลามากกว่าเดิมอีก เพราะว่ามันมีปัจจัยเยอะแยะมากมายเลย เด็กที่ถูกละทิ้ง เห็นภาพ เห็นสื่อ โดยที่ไม่ได้รับคำสอน เขาก็จะมีกรอบความคิดของเขาอยู่ แล้วมันก็จะกดทับ พอเขาแสดงออก เขาก็ไม่รู้ว่าสิ่งนี้ผิดหรือถูก เหมือนกับตัวละคร จัน โดนกดทับมากๆ แล้วแสดงออก มันเลยบิดเบี้ยวไปหมด อีกทั้งเขายังเล่าผ่านหลายตัวละครโดยใช้เวลาแค่นั้น มันเลยรู้สึกว่าลงตัว ผมเลยคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ควรศึกษาเรื่องหนึ่งเลยของคุณอุ๋ย ”

 

 ผู้เขียน :  VALK
© 2017 FILMMAKER · Designed by Press Customizr · Powered by SIMANDSON