Director Talk

นิว อิทธิฤทธิ์ เอื้อสุนทรวัฒนา
4 ตุลาคม 2560

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หากใครที่ได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับหนังไทย ก็คงจะได้เห็นคลิปตัวอย่างของหนังเรื่อง มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ กันไปบ้างแล้ว แม้จะเป็นแค่ตัวอย่างสั้นๆ ที่เห็นซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ ได้เปลือยกายท่อนบนอาบน้ำและร้องเพลง แต่เราก็จะได้เห็นความตลกปนความเจ็บได้อย่างไม่ยากเลย วันนี้ Filmmaker จึงขออาสามาร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้กัน กับ นิว อิทธิฤทธิ์ เอื้อสุนทรวัฒนา ผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรง พร้อมทั้งค้นหาหนังโปรดทั้ง 5 เรื่องของเขาว่า จะมีเรื่องไหนน่าสนใจ น่าหามาชมกันบ้างครับ

เส้นทางในวงการภาพยนตร์
 
เริ่มทำงานจากโปรดักชั่นเฮาส์โฆษณา ก่อนครับ เริ่มทำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณา แล้วก็ออกมาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของพี่ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาคอยู่นานเหมือนกัน แล้วระหว่างนั้นก็ทำโปรเจ็คหนังชื่อว่า The Room ห้องหลอกหลอน เป็นหนังผีที่มี 3 เรื่อง เราก็ได้เข้าไปทำ 1 ใน 3 เรื่องนี้
ปกติเวลาที่เลือกดูหนัง เราจะเน้นแนวไหนเป็นพิเศษรึเปล่า ?
 
จริงๆ ชอบโรแมนติก คอมเมดี้ หนังรักประมาณนี้ จะเลือกดูแนวนี้มากเป็นพิเศษ ที่จะดูน้อยหน่อยก็จะเป็นแนวผี เพราะดูแล้วมันเหนื่อย (หัวเราะ) มันลุ้น อีกอย่างหนังแนวโรแมนติก คอมเมดี้ มันเป็นเรื่องใกล้ตัว มันคือเรื่องราวของชีวิตคนเราทุกคนใกล้ๆตัว อย่างหนังแอคชั่น มันก็บันเทิงดี แต่ว่าความรู้สึกร่วมเราไม่ได้เยอะขนาดนั้น
จุดเริ่มต้นของหนัง มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ
 
จริงๆ เริ่มมาจากเราอยากทำหนังโรแมนติกคอเมดี้สักเรื่องหนึ่ง เราก็ลองคิดพล็อตขึ้นมา มันก็มาจากคาแรคเตอร์ที่เราสนใจ แล้วก็พยายามคิดขึ้นมาว่าอะไรที่มันไม่น่าเบื่อ ไม่ซ้ำ แล้วเราต้องชอบด้วยนะ มันก็เลยมาเป็นเรื่องราวของนักกีฬา ซึ่งคาแรคเตอร์ของนักกีฬา ซึ่งคาแรคเตอร์นักเทนนิส เราสนใจส่วนตัวมานานแล้วเพราะว่าแต่ละคนจะมีความเฉพาะตัวมากๆ ซึ่งมันจะแตกต่างกันไป พอได้พล็อต ได้คาแรคเตอร์ ด้วยความที่เรากับซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ สนิทกันก็เลยคุยกัน เพราะเราเห็นภาพซันนี่มาก่อนเลย ซันนี่ก็ชอบ เราก็เลยเริ่มทำบท จนเสร็จร่างแรก ก็เลยไปคุยกับพี่ต้อม แกก็แนะนำว่าให้ลองไปคุยกับ ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ปรากฏว่าเขาชอบ ก็เลยเริ่มโปรเจค
เรื่องราวของมิสเตอร์เฮิร์ท
 
เป็นเรื่องของ ดอน สีชัง เทนนิสหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง ประสบความสำเร็จทุกอย่างทั้งเงินทอง ชื่อเสียง ผลงาน และความรักมีแฟนเป็นดาราดัง แอนนา (มารี เบิร์นเนอร์) เหมือนชีวิตดีทุกอย่าง จนวันหนึ่งถูกแฟนทิ้งไปคบกับจิมมี่ เดอะร็อกเก็ต (เผือก พงศธร) ร็อคสตาร์คนหนึ่ง พระเอกก็เลยชีวิตพัง เหมือนพออกหักแล้วทุกอย่างพัง แข่งเทนนิสไม่ได้ เงินหมด ทะเลาะวิวาท ซึมเศร้า พยายามคิดอยากจะกลับไปคืนดีกับแฟนเก่า มันก็จะมีเหตุการณ์ที่ ดอน แอนนา และ จิมมี่ได้มาเจอกัน ดอนก็เลยพยายามทำยังไงก็ได้ที่จะกลับไปทวงความรักตัวเองกลับมา

 

ทีมนักแสดงเป็นยังไงบ้าง
 
  • อย่างซันนี่ ก็เป็นเพื่อนกัน ถือว่าสนุกสนานเลย เพราะว่าสนิทกันอยู่แล้ว มีไรก็คุยกันได้ เหมือนทำงานกับเพื่อน แต่อย่างหลิน แรกๆก็จะมีความเกร็งๆบ้าง เหมือนมันก็ยังต้องจูนกันบ้าง แต่พอทำไปสักพักนึงก็ดี คือนักแสดงชุดนี้ไม่มีใครทำงานยากเลย ทุกคนง่ายและดี มีระเบียบวินัย มีอะไรก็คุยกัน
มีอุปสรรคในการทำงานของหนังเรื่องนี้บ้างไหม
  • มันก็เป็นเรื่องปกติของกองถ่ายหนัง มันต้องมีอะไรที่ต่อให้เราวางแผนมาดียังไง มันก็จะต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างที่ต่อให้เราวางแผนมาดียังไง มันก็จะต้องมีปัญหาอะไรสักอย่าง ซึ่งสำหรับเราถือว่าเป็นเรื่องปกติ พวกดินฟ้าอากาศ เวลาหรือว่าการติดขัดของสถานที่บ้าง ยิ่งถ่ายกันตอนเริ่มเข้าหน้าฝนด้วย ก็มีต้องยกกองบ้างในบางครั้งแต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี
กระบวนการทำหนังเรื่องนี้นานไหมครับ
  • ถ้าตั้งแต่เริ่มเขียนบทเลยจนมาถึงหนังเสร็จตอนนี้ ก็ประมาณ 2 ปี

 

สิ่งที่คนดูจะได้รับจากหนังเรื่องนี้
  • อย่างแรกเลย คือ ความบันเทิง เวลาเราทำหนังเราก็จะนึกถึงคนดูตลอด เราก็จะเน้นถึงการเล่าเรื่อง เหมือนว่าเราจะพาคนดูไปยังไง ให้เขารู้สึกยังไง อินไปกับเรื่องเรายังไง เวลาที่เราดูหนังเราจะจำเป็นความรู้สึก เรารู้สึกว่าหนังเรื่องนี้น่าจะทำให้คนดูรู้สึกไปกับมัน แล้วก็เรื่องนี้เป็นโรแมนติกคอมเมดี้ยังไงมันก็ต้องตลกอยู่แล้ว ซึ่งจากผลทดลองฉายก็ตอบรับดีนะ คนฮากันมากเลย แล้วก็โครงเรื่องมันก็มีความผสมความดราม่า ปนอยู่ตลอด มีเรื่องบางเรื่องที่อาจจะคาดเดายากหน่อยก็น่าจะไม่ผิดหวังครับ
แสดงว่าผลงานต่อๆ ไปเราก็ยังคงทำแนวโรแมนติกคอมเมดี้?
  • ใช่ แต่มันก็แล้วแต่นะ เพียงแต่ว่าตอนนี้ เรายังชื่นชอบและยังอยากทำโรแมนติกคอมเมดี้อยู่ แต่ในอนาคตก็ไม่รู้เหมือนกันอาจจะเปลี่ยนแนวไปตามทัศนคติและช่วงวัยก็ได้
อยากให้ฝากถึงหนังเรื่องนี้หน่อยครับ
  • นี่เป็นหนังเรื่องแรกของผมครับ ก็ขอฝากติดตามด้วยละกันครับ คิดว่าน่าจะคุ้มค่ากับการออกมาดูครับ เพราะว่านักแสดงเราก็คัดมาอย่างดี ทุกคนก็แบบมีคาแรคเตอร์ชัด อย่างซันนี่ก็ลงทุนไปเล่นกล้ามอยู่ครึ่งปี ซ้อมเทนนิสหลายเดือน ทุกคนมีการปรับคาแรคเตอร์หมดแล้วก็ทุกคนเล่นได้อย่างมีเสน่ห์มาก ถ้าเข้าไปดูก็รับรองไม่ผิดหวังแน่ ยังไงก็ขอฝากด้วยละกันครับ
แล้วเตรียมตัวมาเจ็บพร้อมกันใน มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ 2 ก.พ. 60 นี้ !!
 
5 โปรดในดวงใจ
 
   
Notting Hill (1999 / Roger Michell)
คืออย่างที่บอกครับ เราชอบหนังมันโรแมนติกคอมเมดี้อยู่แล้ว ผมว่ามันลงตัวมาก ดูกี่รอบก็รู้สึกสนุก เปิดเจอในทีวีก็ดูจนจบทุกครั้งเลย ดูรอบแรกตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
My Sassy Girl (2001 / Jae-young Kwak)
ผมว่าคนจำนวนมากน่าจะชอบอยู่เหมือนกันแหละ เพราะว่าคาแรคเตอร์ของนางเอกน่ารักมาก แล้วนักแสดงเล่นดีกันทั้งคู่เลย ดูแล้วเราได้อารมณ์ อินตามไปด้วย
Tian mi mi (1996 / Peter Ho-Sun Chan as Peter Chan)
เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จมาก เรื่องนี้จะไม่ใช่คอมเมดี้ แต่จะเป็นโรแมนติกดราม่า เป็นเรื่องของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่จะเข้ามาใช้ชีวิตใหม่ในฮ่องกง เหมือนทั้งผู้ชายและผู้หญิง มาพบกันที่ฮ่องกง ก็เป็นเรื่องของคนตัวเล็กๆ ในเมืองใหญ่ๆ อารมณืของหนังเรื่องนี้มันโอเคมากเลย รายละเอียดทุกอย่างมันดี ทั้งความรัก ความเหงา หรือโรแมนติก
Lost in Translation (2003 / Sofia Coppola )
เวลาที่ดูหนัง เราจะดูหนังที่อารมณ์ของหนัง Lost in Translation มันเหงา มันทำให้รู้สึก อีกทั้งยังเป็นการทำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ มาทำแล้วมันโครตดีเลย ประเด็นบางอย่างที่เรามองข้ามไป แต่เขาเอามาเล่าแล้วเรารู้สึกได้ อารมณ์หนังดีครับ
The Godfather 1-3 (1972-1990 / Francis Ford Coppola)
เรื่องนี้มันคือ คลาสิค อ่ะ คือหนังอมตะ บรรยากาศ การสร้างคาแรคเตอร์ทุกอย่างมันโครตเท่ แล้วเรื่องมันก็พาเข้าไปสู่โลกนั้นจริงๆ ดูกี่รอบก็ยังดูได้ แล้วดูแล้วก็ต้องดูให้จบทั้ง 3 ภาค มันคือมาสเตอร์พีซ ที่ต้องหามาดู

 

 

 ผู้เขียน :  VALK
© 2017 FILMMAKER · Designed by Press Customizr · Powered by SIMANDSON