Director Talk

ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์
4 ตุลาคม 2560

ใครๆก็บอกว่าธรรมชาติของหนังไทยไม่หนังผีก็หนังตลก และถ้าพูดถึงหนังตลกแล้วใครเล่าจะไม่รู้จัก “ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์” ผุ้กำกับหนังตลกที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ผลงานแต่ละชิ้นของเขาจัดเป็นหนังทำเงินและถูกอกถูกใจคนไทยเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า, คุณนายโฮ, 32 ธันวา หรือหนังตลกร้อยล้านอย่าง สุดเขตเสลดเป็ด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสงสัยว่าคนที่ทำหนังตลกออกได้ถูกใจคนหมู่มากเช่นนี้ ตัวจริงของเขาจะเป็นแบบไหนกันแน่

ก่อนจะมาสู่วงการภาพยนตร์
เริ่มต้นคือพี่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับหนังเลย เรียนทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยศีนครินทร์วิโรฒน์ ประสานมิตร ตอนเรียนประมาณปี 2 ปี 3 มีรุ่นพี่ฝึกงานอยู่สำนักพิมพ์หนึ่ง ตอนนั้นเขาทำละครเวที เขาเรียกเราไปเป็นเด็กช่วยยกของเราก็รู้สึกว่าเราสนุกจังเลย ก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้ไม่ได้คิดอะไร พอตอนปี 3 ปลายๆ รุ่นพี่เขาก็ไปฝึกงานตามที่ต่างๆ เราก็รู้สึกว่าการฝึกงานตามที่ต่างๆมันน่าสนุกจังเลย ก็เลยไปขอฝึกงานที่สำนักพิมพ์อีกทีนึงชื่อสำนักพิมพ์ศีสยามทำหนังสือการ์ตูนตลาดตลก ก็ได้เจอกับบก.ที่นั่น บก.เคยทำหนังมาก่อนตั้งแต่ทำหนังผีหัวขาดที่สรพงษ์ ชาตรีเล่นสมัยนั้น ซึ่งเราก็ชอบฟังเค้าคุยกันว่าในสมัยนั้นตอนที่เค้าทำหนังมันเป็นยังไง ก็แค่เก็บไว้ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเดินตามเส้นทางนี้ พอเรียนจบ รุ่นพี่เขาทำอยู่บริษัท มีเดียออฟมีเดีย ชวนไปทำตำแหน่งครีเอทีฟ เราก็ลองไปสมัครดู สมัยนั้นที่เราทำก็ทำรายการที่เกี่ยวกับสารคดีต่างประเทศ ไปถ่ายสารคดีที่ต่างประเทศ และอีกอันคือทอล์คโชว์เกี่ยวกับดาราซึ่งไม่ได้เกี่ยวพันกับหนังนัก ก็ทำอยู่สักพักหนึ่งจนกระทั่งบริษัททำรายการชื่อรายการ 555 เป็นรายการตลก ซึ่งส่วนตัวเป็นคนที่ชอบดูพี่ๆตลกเค้าเล่นกันอยู่แล้ว แบบเล่นเป็นคณะนะ ไม่ใช่เป็นพิธีกรตามรายการต่างๆ ซึ่งตัวเองตอนเรียนหนังสือก็ไม่ค่อยมีตังค์ ก็เก็บตังไว้แล้วก็ไปคาเฟ่ไปดูตัวจริงว่าเค้าเล่นกันยังไง สมัยนั้นมีพระราม 9 คาเฟ่ ดาราคาเฟ่ คนอื่นเค้าไปดูนักร้องกันเราไปดูตลก ก็ซึมซับมาเรื่อยๆ แล้ว็รู้ว่าตัวเองชอบตลกจังเลย ชอบเวลาที่ตลกเค้าเล่น ชอบเวลานั่งคุยกับเพื่อนแล้วให้มันเป็นตลกๆเฮฮา
 
เข้าสู่วงการภาพยนตร์ได้อย่างไร?
พอทำรายการตลก พี่ๆที่เป็นตลกก็รู้จักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่พาเราเข้าไปเจอเฮียฮ้อ (สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) ไปเล่าพล็อตหนังที่คิดกันเองให้เฮียฮ้อฟังซึ่งเรื่องนั้นไม่ได้ทำด้วยซ้ำเราแค่อยากทำไม่ใช่ว่ามันจะทำได้ เขาบอกว่าอนุมัติให้ทำแต่ไม่ให้ทำเรื่องที่เราคิดกันไปเพราะมันยากเกินกว่ามือใหม่จะทำได้ เขาบอกว่าให้คิดอะไรง่ายๆให้เกิดในโลเคชั่นน้อยๆ เราก็เลยได้ทำเรื่องแรก ”พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า” ตอนแรกๆที่เราฟังจากเฮียฮ้อคือ ให้ใช้โลเคชั่นน้อยๆ เล่นกับมุขตลกไป เราก็แบ่งเป็นกลุ่ม 3 กลุ่มซึ่งเกิดขึ้นในที่ๆเดียว กลุ่มหนึ่งมาปล้น กลุ่มหนึ่งมาเรื่องผีๆมาตามหาหม้อเก็บวิญญาณ อีกกลุ่มหนึ่งมาวางระเบิด ตอนนั้นโชคดีที่อาร์เอสมีบริษัทอาวองที่คอยคุมให้โปรเจคท์นี้มันเข้ารูปเข้ารอยตอนนั้นมีผู้เชี่ยวชาญหลายคนช่วย ตอนเข้าฉายทำรายได้เยอะแต่ก็โดนด่าไปเยอะมากเพราะมันไม่ใช่หนังมันเป็นคลิปตลก เหมือนคิดมุขตลกเป็นคลิปสั้นๆแล้วร้อยเป็นเรื่องจนจบ ตอนที่โดนด่าเยอะๆรู้สึกแย่ พอตอนนี้กลับไปทบทวนก็รู้สึกว่าเราก็เป็นแบบนั้นแหละ เพียงแต่ว่าเค้าอาจจะยังไม่เคยเห็นว่าการเล่าแบบเราเป็นแบบไหน พอทำหนังเรื่องใหม่ๆเราก็จะเป็นคนอื่นเสมอนะ ถ่ายมาเป็นสิบเรื่อง คิวแรกที่ถ่ายจะชอบเป็นคนอื่นเสมอเลย เพราะรู้สึกว่าเป็นตัวเองก็จะโดนด่า และทุกคนก็ไม่เคยได้ดูซีนที่ 1 ของผมเลยเพราะผมตัดทิ้งตลอด ไปถ่ายซ่อมใหม่ เพราะทำตัวเองเป็นคนอื่นไม่ได้อยู่แล้วต้องกลับมาเล่าในแบบเรา
 
มีหนังตลกที่ยึดเป็นต้นแบบในการทำงานไหม?
ไม่มีนะ เราก็แค่ตลกกับอะไร เราชอบอะไร เราทำอะไรเป็น พี่ก็มีปัจจัยอยู่แค่นี้แหละ แต่ถามว่าหนังตลกที่ชอบนี่ชอบทุกรูปแบบเลยเพราะว่าชอบตลก แบบบุปผาราตรีเป็นหนังในดวงใจผม มันเป็นหนังที่มีความเป็นไทยอยู่ มีวัฒนธรรมแบบไทย สมัยนั้นร่วมสมัยกันด้วยมันเป็นเกมของผู้ชายว่าใครจะได้ควงคนนี้ไป แล้วก็มีผีมาอีกผีแค้นแล้วก็ผีอยู่ในอพาร์ทเมนท์เก่าๆ รู้สึกว่าคนคิดเก่งจังเลย อันนั้นเป็นพี่ต้อม ยุทธเลิศ สิปปภาคเป็นคนทำ วันแรกที่เฮียฮ้อสั่งว่าให้ทำหนังโลเคชั่นน้อยๆ ผมไม่สามารถคิดแบบนี้ได้ อันนี้คือเก่งและตลกด้วยจำได้ว่าผมนั่งดูหัวเราะไปสะดุ้งไป
 
จุดเริ่มต้นของไอเดียของหนังแต่ละเรื่องมีที่มาอย่างไร?
ผมมักจะเริ่มจากคน ผมชอบไปนั่งดูคนตามที่ต่างๆชอบไปนั่งดูคนตามสถานที่แปลกๆ ต่อให้สถานที่นั้นจะสวยมากแค่ไหนผมจะจำไม่ค่อยได้ เดินทางไปต่างประเทศ สถาปัตยกรรม เส้นทาง ความสวยงามของสิ่งไม่มีชีวิตจะจำไม่ค่อยได้ จำได้แต่คน สมมติเราไปพิพิธภัณฑ์ที่ฝรั่งเศสเจอคนแก่คนหนึ่งนั่งคอพับอยู่เหมือนคนง่วง เราจะคิดไปว่าบ้านเขาอยู่ไหน ทำไมเขามานั่งตรงนี้ เขามากี่โมงจะนั่งอยู่ถึงกี่โมง คนที่นั่งข้างๆเขาความสัมพันธ์คืออะไรถึงมาด้วยกัน หรือเจอบางคนที่เดินผ่านงานศิลปะอย่างรวดเร็ว เดินครบรอบแล้วก็กลับบ้านไป เขาไม่ได้มาดูนี่ แล้วทำไมถึงมาล่ะ จะชอบคิดเรื่องแบบนี้ เริ่มต้นจากจุดนี้แล้วก็เล่าเรื่องคนเหล่านี้ไปในหนัง
 
อย่างสมัยที่ทำ สุดเขตเสลดเป็ด เพื่อนๆกลุ่มผมชอบไปนั่งร้านกาแฟตรงอาร์ซีเอ สมัยนั่นมีคนที่เป็นอินดี้เยอะมาก ใส่รองเท้าคนละสี ใส่เสื้อยืดมีสไตล์ ใส่แว่นไม่มีเลนส์ ตอนแรกแค่แปลกใจว่าทำไมเขาเป็นคนแบบนี้ พอไปถามเขาว่าทำไมใส่รองเท้าคนละสี เขาตอบว่าถ้าซื้อสีแดงคู่นึง สีน้ำเงินคู่นึงเขาจะมีแค่ 2 คู่ แต่ถ้าเกิดเค้าซื้อแล้วสลับกันใส่เค้าจะมีทั้งหมด 4 คู่ เค้าได้จำนวนคู่เยอะกว่าเรา แถมมีสไตล์ด้วย คำตอบเขาดี อีกคนนึงใส่แว่นไม่มีเลนส์ถามว่าทำไม เค้าบอกว่าเค้าอยากใส่แว่นแต่เค้าสายตาปกติให้ทำยังไง ให้เอากระจกเปล่าๆมาใส่หรือ? เค้าอยากมองเหมือนเดิมไม่อยากมองผ่านกระจกเค้าผิดหรือ? ก็ไม่ เขาแค่อยากใส่เครื่องประดับหน้าเขา นี่ก็เหมือนกันเพียงแต่เราไม่เคยคิดแบบเขา คิดว่าแว่นมันต้องมีกระจกแต่เขาคิดว่ามันคือเครื่องประดับ รองเท้าเค้าไม่ได้คิดแบบอินดี้เลยเค้าคิดแบบเศรษฐศาสตร์ด้วยซ้ำ ก็เลยมาคิดว่าถ้าผมเป็นเขาจะทำยังไง ถ้าเขาอยากเป็นนักร้องขึ้นมาเขาต้องไม่สนใจโลกแน่ๆเลย แต่จะสามารถตอบได้นะว่าทำอะไรอยู่ คือที่มาของหนังเรื่องสุดเขตสเลดเป็ด
 
หรือ คุณนายโฮ ก็เป็นการตกตะกอนตั้งแต่ตอนทำ 32 ธันวา ถึงวาเลนไทน์สวีทตี้ พบว่าข้อมูลที่เอามาผลิตเป็นหนังได้คือข้อมูลจากผู้หญิง ผู้หญิงเป็นสิ่งที่ซับซ้อนมาก สมัยทำวาเลนไทน์สวีทตี้ก็สัมภาษณ์วัยรุ่น พอสัมภาษณ์ผู้หญิงบางยุคที่โตขึ้นมาหน่อย ก็พบว่าเขาจะอยากมีลูก ส่วนใหญ่ที่อยากมีเพราะเขาอยากมีคนรัก คนรักที่ไม่ต้องเป็นแฟนก็ได้แต่ไม่มีทางเลิกรักเค้า ผู้หญิงจะอยากได้แบบนี้จากผู้ชายด้วยซ้ำ แต่ผู้ชายจะมีข้อแม้บางอย่าง บางคนก็อาจจะรักมากกว่าหนึ่ง อาจจะเจ้าชู้ บางคนพอเก่าก็จะเลิกรักเขา แต่ลูกมีเปอร์เซนต์สูงที่จะไม่เลิกรักเขา แล้วก็เอามาย่อยมัน นี่คือต้นตอของเรื่อง
 
จากเรื่องพัฒนาสู่การเป็นบทภาพยนตร์
ก่อนพัฒนาเป็นบทเราก็ต้องคิดถึงคาแรกเตอร์คนที่จะเข้ามาเล่าเรื่องนี้ให้เราก่อน จริงๆจะมีคาแรกเตอร์ในหัวอยู่ก่อนแล้ว ค่อยมาคิดถึงว่าจะเป็นใครมาเล่นดี เหมือนมีเคสติ้งในใจ อย่างสุดเขตเราต้องคนอินดี้ประมาณนี้ แล้วก็นึกถึงเป้ อารักษ์  พอเป็นคุณนายโฮ ผู้หญิงคนนี้ที่จะมาเรียกร้องความรักคือผู้หญิงงอแง เราก็นึกถึงผู้หญิงที่ถึงงอแงเราก็ยังขำเขา ก็นึกถึงชมพู่ อารยา ติดต่อให้เขามาเล่น คุยไปคุยมาเขาก็รับเล่น หลังจากนั้นก็มาพัฒนาบท ขั้นตอนการทำงานของพี่อย่างหนึ่งคือพี่จะคุยกับนักแสดงหลักๆของเรื่องให้เขาเข้าใจว่าเรื่องเราเป็นยังไง เพราะพี่เป็นคนที่ไม่ได้กำกับการแสดงเก่งนัก แต่ถ้าเขากำกับตัวเขาเองได้เราจะทำงานสบาย ต่อมาคือไปเข้าใจว่าธรรมชาติของเขาว่าเป็นยังไง วิธีการแสดงเป็นแบบไหน แล้วมาเขียนบทให้มันรายล้อมตัวเค้าเป็นแบบเล่นแล้วๆไม่ขัดขืนมากนัก มันจะไม่ลงตัวหรอกตอนแรกๆ แต่ก็ไม่ต้องให้มาลงตัวที่เรา ให้มันไปลงตัวที่ตัวละคร ตัวละครเราจะอยู่ตรงกลางระหว่างจินตนาการผมกับตัวจริงของนักแสดงพอดี ใช้เวลากับบทเยอะที่สุด บางเรื่องเขียนบทปีหนึ่งบางเรื่องเขียนบทครึ่งปี ขั้นตอนการถ่ายก็ 3-4 เดือน ขั้นตอนการถ่ายสำหรับหนังพี่นะเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด เพราะว่าถ้าบทดีคือมันมีคัมภีร์อยู่แล้ว

อุปสรรคที่สุดในการทำหนัง
ส่วนมากที่พี่เจอภาวะอากาศกับเสียงรอบข้าง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการเจียเหล็กบ่อยมาก และมีลานแอโรบิคเยอะที่สุดในโลกแล้วมั้ง และก็มีหมาอยู่ทั่วทุกซอย โลเคชั่นในหนังพี่มักจะเข้าไปในซอย ถนน ชุมชนที่มีคาแรคเตอร์มีความเป็นไทยเก่าๆปนอยู่  ไม่ใช่เมืองนัก ที่เหล่านี้จะมีคนซ่อมบ้านอยู่แล้วก็ไม่ไกลจากหน้าห้างบิ๊กซีโลตัสซึ่งจะมีลานแอโรบิคอยู่ แล้วก็จะมีหมาคุมซอย อะไรพวกนี้เป็นอุปสรรคที่คุมยาก
 
ที่มาของมุกตลกที่กลายมาเป็นสไตล์เฉพาะตัว
ที่มาของมุขตลกในหนังนี่มาจากคนอีกเหมือนกัน สมมติว่าเราอยากเล่าเรื่องผู้หญิงคนนี้ ผู้ชายอินดี้คนนั้นเราจะค้นคว้าเรื่องนี้ แต่ขณะที่เราค้นคว้าเราจะพบกับคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของเราที่มันตลกดี ให้มุขเรามาอยู่เรื่อยๆ มนุษย์เป็นสิ่งที่ให้ข้อมูลเราได้ตลอดเวลา อย่างบทของพี่ค่อม ชวนชื่นใน คุณนายโฮ เราจะเห็นทหารบางคนที่เกษียณแล้วแต่ก็ยังทำตัวเหมือนเป็นทหารอยู่ ใส่เสื้อผ้าแบบทหารแต่งบ้านด้วยของในร้านจากสหกรณ์ทหารก็เอามาใส่ลงไป
 
หนังผมตัวละครมักจะเป็นเพื่อนกับพวกเราอยู่แล้ว พวกเราดูตลก พี่ค่อม โก๊ะตี๋ แบบนี้กันอยู่แล้ว ตัวละครอย่างผู้หญิงงอแงเราก็เห็นคนเหล่านี้อยู่แล้ว จะไม่โดดไปอะไรที่มันไกลตัวมาก ดังนั้นพอมันใกล้ตัวแล้วก็เหมือนไปดูเพื่อนแค่คนไม่เอามาเล่าในหนังแค่นั้นเอง ผมว่าคำว่าสไตล์มาจากการที่เราทำซ้ำๆจนคนจำได้ ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี อย่างผมเนี่ยไม่ได้กำหนดสไตล์แต่ผมทำเป็นอย่างเดียว ก็ทำจนคนจำได้ว่าเราเป็นแบบนี้ เราก็เลยอ้อมมาเรียกกันว่าเป็นสไตล์ของผม
 
ผลงานที่ทั้งหมดของตัวเองชอบเรื่องไหนมากที่สุด?
ชอบเรื่องแรก(พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า)เพราะว่าเราเคยไม่ชอบตัวเองหลังจากที่โดนกระแสจากหนังเรื่องนี้ สมัยนั้นเรารู้สึกแย่ต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะ แล้วมาคิดว่าคนที่ด่าเราแต่ไม่ได้ดูก็เยอะคนที่ไปดูหนังเราจริงๆก็เยอะเลยเอาความอิ่มเอมใจจากจำนวนคนดูเยอะๆมากลบ พอวันหนึ่งอดีตมันกลับมาสอนเราว่าเราเป็นคนแบบนั้นแหละ เราใช้ชีวิตและเล่าเรียนประสบการณ์แบบนั้นมา เราไม่ได้แกล้งเป็นแบบอื่น เรื่องแรกก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของเรามาตั้งแต่ต้น
 
บทบาทในฐานะโปรดิวเซอร์
พี่เปิดบริษัทชื่อ รฤก เป็นโปรดักชั่นเฮ้าท์ที่ทำหนังให้เมเจอร์ พอวันหนึ่งที่เราโอเคสำหรับเมเจอร์แล้วเขาก็บอกว่าเพิ่มจำนวนหนังให้ก็ได้นะ ซึ่งเราก็ไม่อยากกำกับ พี่ว่ามันมียุคสมัยของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ พี่เองยังอยากดูหนังเขามากกว่าหนังตัวเองเลย เราอยากเห็นเรื่องราวใหม่ๆกับคนใหม่ๆ แต่เรายังอยากอยู่ในวงการหนังอยู่แต่ถ้าไม่ใช่ผู้กำกับแล้วตำแหน่งไหนเล่าที่เราอยู่ได้ คนเขียนบททำได้ โปรดิวเซอร์ทำได้
 
ตั้งแต่หัวเราะจนถึงยิ้มคือความกว้างของหนังที่เราวางไว้ พี่อาจจะไม่ทำหนังเศร้าในรอบ 4 -5 ปีนี้ หนังรักอย่างเดียวไม่ตลกเลยคงไม่มี อันดับแรกสุดต้องเป็นหนังที่สร้างเสียงหัวเราะได้ไปจนถึงหนังที่ทำให้คนดูยิ้มได้ ถ้าใครมาทำหนังกับบริษัทพี่แล้วมาบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้หัวเราะก๊ากนะพี่แต่ทำให้คนอิ่มเอมใจอันนี้ได้ ถ้ามาบอกว่าผมจะทำหนังตลกเลยอันนี้ก็ได้ แต่ถ้ามาบอกว่าผมทำหนังเศร้าร้องไห้ พี่ก็เป็นโปรดิวเซอร์ให้ไม่ได้เพราะพี่ก็ไม่ได้เป็นคนซาบซึ้งมาก
 
ตอนนี้ไม่ได้ถึงจุดว่าจะไม่กลับมากำกับแล้ว เหมือนเราเล่นกีฬาตำแหน่งกองหน้าแล้วก็อยากเล่นตำแหน่งอื่นๆบ้าง เมื่อถึงเวลาที่มันมีเรื่องที่เราอยากเล่าเราก็กลับมากำกับได้ซึ่งตอนนี้งานกำกับยังไม่มีโปรเจคท์อะไร แต่หนังที่ต้องดูแลในฐานะโปรดิวเซอร์ก็มีสองสามเรื่อง เป็นแนวคอมมาดี้ทั้งหมดครับ
 ผู้เขียน :  Tinnakrit.p
© 2017 FILMMAKER · Designed by Press Customizr · Powered by SIMANDSON