Director Talk

ปราบดา หยุ่น
4 ตุลาคม 2560

ถ้าหากว่าเราได้ยินใครก็ตามเอ่ยถึง “โรงแรมม่านรูด” แน่นอนว่าเราคงจะหรี่ตา และยิ้มกรุ้มกริ่ม พลางชวนคิดไปถึงเรื่องราวที่ออกจะเป็นแนวติดเรท 18+ กันอยู่ไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วใครจะรู้ว่าในโรงแรมม่านรูดนั้น อาจจะมีสิ่งที่ลึกลับ หรือเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจกว่าเรื่องราวติดเรทก็เป็นได้ นั่นคือสิ่งที่นักเขียนรางวัลซีไรท์อย่าง ‘ปราบดาหยุ่น’ รู้สึกสนใจและนำความสนใจเหล่านี้มาพัฒนาเป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตเขาอย่าง Motel Mist ซึ่งเป็นภาพยนตร์หนึ่งในแปดเรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลักเพื่อชิงรางวัล Hivos Tiger Award จากเทศกาลหนังนานาชาติร็อตเตอร์ดัม ครั้งที่ 55 ประเทศเนเธอร์แลนด์ อีกด้วย วันนี้ จึงขอพาผู้อ่านมาเจาะลึกถึงแนวคิดและวิธีการทำงานในด้านภาพยนตร์ของผู้ชายคนนี้ พร้อมทั้งล้วงลึกถึงหนังโปรดของเขา ว่าจะมีเรื่องไหนที่น่าสนใจและน่าจะหามาชมกันบ้าง

ที่มาของ Motel Mist
เป็นเรื่องที่เขียนมาเป็นเรื่องย่อก่อน ที่เขียนขึ้นเพราะว่ามีผู้กำกับคนหนึ่งเขาอยากจะใช้เรื่องที่เราแต่งไปทำเป็นหนัง ซึ่งเขาอยากจะเลือกจากหนังสือที่เราเคยเขียนแล้ว แต่ว่าเราก็เสนอไปว่าอยากลองเขียนเรื่องใหม่ให้พิจารณา ก็เลยเขียนเรื่อง Motel Mist เป็นเรื่องย่อก่อนแล้วส่งไปให้เขาดูก่อน ปรากฏว่าเขาไม่ชอบ (หัวเราะ) เขาจึงเลือกเรื่องอื่นของเราไปทำแทน เราก็เลยมีเรื่องย่อของ Motel Mist อยู่กับตัวแล้วก็เป็นเรื่องที่ก็คิดพัฒนารายละเอียดอยู่ในหัวตลอด จนรู้สึกว่าสนุกดีก็รู้สึกเสียดายไอเดียที่สามารถนำมาทำเป็นหนังเล็กๆ ได้ ก็เลยส่งให้กับเพื่อนคือคุณ ชนานันท์ โชติรุ่งโรจน์ ซึ่งสุดท้ายเขาก็มาเป็นตากล้องให้กับหนังเรื่องนี้ เขาจึงแนะนำคนในวงการภาพยนตร์ไทยให้ ก็เลยทำให้เราได้รู้จักและร่วมงานกับโปรดิวซ์เซอร์ซึ่งก็คือ คุณทองดี โสฬส สุขุม เขาก็เลยเอาไอเดียนี้ไปขายกับทรูวิชชั่น ซึ่งทรูฯ เขาให้งบในการทำหนังเพื่อที่จะเอาไปฉายในช่อง Thai Film ของเขาอยู่แล้ว มันก็เป็นหนึ่งในโปรเจคที่ผ่านเข้าไป จนถึงวันที่สรุปแล้วว่าตกลงจะทำเราถึงได้เริ่มพัฒนาบทจนเสร็จและเตรียมขั้นตอนต่างๆ ของการทำหนัง
 
ทำไมต้องม่านรูด
ไอเดียเรื่องม่านรูด เป็นไอเดียหนึ่งที่อยากจะเขียนมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิยายหรือหนัง เพราะโรงแรมม่านรูดเป็นสถานที่ ที่ลึกลับและน่าสนใจสำหรับเรา คิดว่าเหมาะที่จะเป็นสถานที่ที่มีเรื่องแปลกๆ หรือมีความซับซ้อนอะไรบางอย่างที่สามารถเกิดขึ้นได้ ก็เลยมีไอเดียหลักคือเกิดในม่านรูด ส่วนไอเดียความเป็นเอเลี่ยน เรื่องที่มันไม่เชื่อมโยงกันอย่างประเด็นทางเพศ มันก็ผสมๆ กันมาของความสนใจหลายๆ อย่างของเรา
 
เรื่องราวของโรงแรมต่างดาว
Motel Mist เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 2 ชม ที่โรงแรมชื่อ Motel Mistress ในช่วงเวลานี้มีชีวิตคนที่มาเชื่อมโยงกันอย่างประหลาดภายในโรงแรมแห่งนี้ โดยมีตัวละคร เป็นอดีตดาราเด็กหายตัวไป โดยเขาคิดว่าตัวเองสามารถสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวได้และพวกมนุษย์ต่างดาวจะมารับเขาที่โรงแรมแห่งนี้ แล้วก็มีเสี่ยที่พาเด็กสาวมาทำการทดลองทางเพศที่นี่ นอกจากนี้ยังมีเพื่อนของเด็กสาวที่กำลังมาช่วยเพื่อน และมีพนักงานโรงแรมที่เหมือนจะเป็นลูกมือของเสี่ยที่อยู่ในโรงแรมนั้น แล้วเรื่องราวมันก็เกิดขึ้นเมื่อดาราเด็กกับเสี่ยมาเจอกัน ซึ่งมันก็มีประเด็นเรื่องมนุษย์ต่างดาว เรื่องความรุนแรง การกดขี่ทางเพศแล้วก็การมีความรู้สึกแปลกแยกจากสังคมของตัวละคร

 

การถ่ายทำ
ถ่ายทำจริงๆ ไม่นานมาก คือเนื่องจากเป็นหนังอิสระ ทุนต่ำ ทุกอย่างก็จะจำกัดพอสมควร เพราะฉะนั้นต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายในเวลาและกรอบของค่าใช้จ่ายที่มี การถ่ายทำประมาณ 15 วัน แต่ว่าการเตรียมงานจริงๆ ก็หลายเดือน โดยรวมๆ แล้วการทำงานทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 1 ปี
 
ออกกองครั้งแรก
จริงๆ จะเรียกว่าเป็นการเรียนรู้ใหม่หมดก็ได้นะ เพราะว่าเมื่อก่อนเคยเขียนบทอย่างเดียว ไม่เคยมีส่วนร่วมในขั้นตอนอื่นๆ ของการทำหนังเลย แต่เรื่องนี้ต้องเข้าไปตั้งแต่กระบวนการคุยกับนายทุน, การคัดเลือกนักแสดง, พัฒนาบทกับโปรดิวซ์เซอร์, คุยกับทีมออกแบบฉาก คือมันใหม่หมด แต่ว่าสิ่งที่กังวลที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องออกกองถ่าย เพราะว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยทำด้วย แล้วก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ด้วย เพราะว่าปกติจะเป็นคนที่ไม่ค่อยเก่งในเรื่องการเข้าสังคมเท่าไหร่ (หัวเราะ) หรือว่าไม่ค่อยอยากจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการคนสักเท่าไหร่ พอเราเป็นผู้กำกับมันเหมือนกับเราเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในกองถ่าย ถึงแม้ว่าทุกคนมีหน้าที่ต่างกันแต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาถามเราว่า ซีนที่ถ่ายเราโอเคไหม เราเลยคิดว่าเราไม่น่าจะอยากทำในตำแหน่งนี้ เพราะว่าเราก็ค่อนข้างเขอะเขินกับสิ่งที่ต้องทำอย่างนั้น แต่ปรากฏว่ามันก็ผ่านไปได้ดีพอสมควร อาจจะเป็นเพราะว่า คนที่คอยช่วยเหลือเรา เป็นคนที่มีประสบการณ์มาแล้ว ทำหนังอิสระมาแล้วหลายเรื่อง แล้วเขาก็เข้าใจบรรยากาศของการถ่ายทำได้ดี ว่าต้องทำแบบไหนจะทำให้ผ่อนคลาย แบบไหนจะทำให้คนในกองถ่ายเครียด ก็จะไม่ค่อยมีความกดดันอะไรมาก จะมีก็แค่การจัดการเรื่องเวลามากที่สุด ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ผ่านไปได้ด้วยดี จนทำให้เราคิดว่าเราชอบนะ เป็นประสบการณ์ที่ชอบที่สุดในการทำหนังคือช่วงเวลาของการออกกองนี่แหละ
 
ความทุ่มเทของนักแสดง
นักแสดงที่เล่นก็เป็นเรื่องโชคดีเหมือนกันว่าไม่มีปัญหา แล้วก็ได้คนที่ทุ่มเทให้กับการแสดง ไม่ว่าจะให้เขาทำอะไรก็ตาม เพราะว่านักแสดงหลายคนเป็นหน้าใหม่ ไม่มีประสบการณ์ในการแสดงที่จะต้องลงทุนในการแสดงมากขนาดนี้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็ต้องมีฉากที่นักแสดงหญิงนุ่งน้อยห่มน้อยอยู่แล้ว แต่นักแสดงหญิงของเราก็ทุ่มเทและอยากให้งานออกมาดี มากกว่าที่จะเขินอาย ไม่กล้าที่จะแสดงออก อีกอย่างหนึ่งที่ประทับใจก็คือ ทุกๆ คนมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้หนังมันออกมาสมจริงและดีตามที่เราต้องการ

 

ผลตอบรับจากผู้ชม
ผลตอบรับก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบเป็นธรรมดา แต่ว่าสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เป็นหนังที่ถูกจริตกับคนดูรุ่นใหม่มากกว่า หมายถึงกลุ่มคนที่เป็นวัยรุ่นซะมากกว่า เพราะถ้าเป็นคนที่มีอายุหน่อยมาดูเขาจะงงๆ หรือไม่ก็รู้สึกว่ามันขัดหูขัดตาเขา เพราะเขาจะรู้สึกว่าหนังจะดูรุนแรงไปหน่อย แต่ว่าโดยรวมแล้วเสียงตอบรับดี แล้วก็จากนักวิจารณ์ที่เราให้ความเคารพก็คุยกันแล้ว เขาก็ชอบ เลยรู้สึกว่าเป็นที่พอใจแล้วสำหรับเรา เพราะว่ามันไม่ใช่หนังที่คนจะชอบได้ง่าย มันต้องเป็นรสนิยมบางอย่าง หรือความชอบในหนังแนวนี้บ้าง
 
ความแตกต่างระหว่างงานเขียน กับ งานกำกับ
มันต่างมากเลย คือการเขียนหนังสือมันเป็นโลกของเราเอง ที่สุดท้ายแล้วเราไม่ต้องแคร์ใคร คงมีบ้างเวลาเขียนเราอาจจะนึกถึงคนอ่านบ้างในใจ แต่ว่าสุดท้ายแล้วการตัดสินใจต่างๆ มันก็ขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด ซึ่งเราจะเขียนให้เสร็จวันนี้ก็ได้ หรือรอไปอีก 5 ปีค่อยเขียนจนจบก็ได้ เราจะทำให้ตัวละครมีพฤติกรรมยังไงก็ได้ แต่ว่าหนังมันเป็นการทำงานร่วมกันกับคนอื่นเสมอ มันไม่เคยเป็นตัวเราคนเดียวที่จัดการกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างในหนังเรื่องนั้นนั้น เราถึงไม่ค่อยเชื่อ ‘ทฤษฎีประพันธ์กร’ (Auteur Theory) ที่บอกว่าหนังคือตัวผู้กำกับร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าจากประสบการณ์เราไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหนที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยกเว้นว่าคุณจะถ่ายเอง เรียบเรียงเอง เล่นเอง ตัดเอง ทำทุกอย่างเองในแง่หนังเป็นงานศิลปะของคุณ มันอาจจะเป็นไปได้ที่หนังเรื่องนั้นแทนตัวคุณจริงๆ แต่ว่าสำหรับเรามันคืองานแบบเป็นทีม แล้วก็เป็นงานที่ต้องได้ทีมที่เข้ากันได้ดี ต้องเชื่อในสิ่งที่เราอยากเห็นเหมือนกัน งานจึงจะออกมาดี ยิ่งหนังอิสระที่งบน้อยๆ ถ้าโปรดิวซ์เซอร์ นักแสดง ตากล้อง คนตัดต่อ หรือคนที่เกี่ยวข้องไม่มีความอยากที่จะเห็นหนังในแบบที่เราอยากเห็นด้วยกัน มันจะเป็นการทำงานที่ลำบากมาก เพราะเงินก็น้อย งานก็หนัก ต้องใช้เวลาในชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย (หัวเราะ) ต้องไปกองหลายวัน มันจะไม่มีความสุข แล้วก็จะเหมือนกับฝืนที่จะต้องทำ งานก็จะออกมาไม่ดี เพราะฉะนั้นหนังเรื่องอื่นๆ ที่ออกมาดี เราเชื่อว่าหลายๆ อย่างเกิดขึ้นได้เพราะทีมงานมีใจอยากจะเห็นมันออกมาจริงๆ
 
ผู้กำกับหน้าใหม่กับมุมมองต่อวงการอุตสาหกรรมหนังไทย
จริงๆ เราว่ามันก็คล้ายกับวงการอื่นๆ ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมของไทยนะ เราเข้าใจได้ว่าทำไมสถานการณ์มันถึงเป็นแบบนี้ หมายถึงว่าวงการมันก็เล็ก บุคลากรและความหลากหลายก็น้อย เพราะว่ามันใช้เงินมหาศาลในการลงทุนที่จะทำอะไรออกมาแล้วไม่ได้เงินตอบแทนหรือไม่ได้กำไรที่มาหล่อเลี้ยงวงการให้ทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นก็เข้าใจในความเป็นจริงที่ว่าทำไม ความหลากหลายของหนังไทยถึงน้อย หรือว่าทำไมมีเพียงบริษัทไม่กี่แห่งที่ทำหนังแล้วประสบความสำเร็จได้ หรือว่าคนไทยทำไมดูหนังน้อยลง คือทุกเรื่องมันมีปัจจัยที่เข้าใจได้หมด เพียงแต่ว่าถ้าถามว่ารู้สึกยังไง เราว่ามันค่อนข้างจะซบเซาในแง่ความคิดสร้างสรรค์ คือในแง่ความสามารถ เราคิดว่าผู้กำกับหนังไทยหรือว่าคนทำหนังไทย ค่อนข้างจะมีความสามารถเทียบเท่าระดับสากลหลายคนแล้ว อีกทั้งเด็กรุ่นใหม่ๆ ก็เก่งกว่าคนรุ่นเก่าๆ เยอะในการทำหนัง มีคนทำหนังสั้นมากมายเลยในยุคนี้ แล้วหลายๆ เรื่องก็คุณภาพดีด้วย ได้ไปเทศกาลหนังต่างชาติกันแล้วหลายคน ประเทศไทยเราก็มีผู้กำกับหนังที่เป็นที่ชื่นชมในระดับโลกอย่างเช่น คุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มันมีความเป็นไปได้ที่หนังจะเติบโตไปในทางที่ดีกว่านี้ในแง่คุณภาพและความหลากหลาย แต่ว่าในเมืองไทยเองโอกาสที่จะทำให้สิ่งนั้นให้เกิดขึ้น มันยังดูริบหรี่มาก ยังดูไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมให้กับการเติบโตของหนังไทยในเชิงศิลปะหรือในเชิงความคิดสร้างสรรค์เลย พื้นที่ฉายก็น้อย หรือเท่าที่มีอยู่ก็วัดกันโดยความเร็วของการทำรายได้ ไม่มีโรงหนังที่มันมีไว้เพื่อสำหรับการให้โอกาสกับหนังอิสระ หรือว่าหนังที่ต้องการเวลาในการให้คนดูจริงๆ แม้แต่การโปรโมทเอง ความสนใจของสื่อที่มีให้กับหนัง ก็มุ่งความสนใจไปที่หนังแมสหรือว่าหนังฮอลีวูดเป็นหลัก แต่อย่างที่บอกแหละว่าเราเข้าใจได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าก็ควรจะมีพื้นที่ให้กับความหลากหลายบ้าง เรื่องนายทุนนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย (หัวเราะ) หายากมากๆ คือการที่จะมีนายทุนสนใจหนังในเชิงศิลปะและอยากเห็นการทดลองที่หลากหลายมากขึ้น การสนับสนุนให้คนทำหนังไทยได้มีโอกาสทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้นมันน้อยจริงๆ คือทุกคนก็จะคิดถึงผลกำไรที่จะได้รับเป็นหลักมากกว่า ดังนั้นจะว่าเป็นยุคที่มีความหวังก็มีความหวังในเชิงบุคลากรที่มีความสามารถมากขึ้น หรือจะว่าเป็นยุคที่มีความหวังริบหรี่ก็พูดได้เช่นกัน เพราะว่าการให้ความสนับสนุนหนังนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้
 
‘โรงแรมต่างดาว’ เปิดให้เยี่ยมชมตั้งแต่วันที่ 17 พย. นี้เป็นต้นไป ณ โรงภาพยนตร์
กรุงเทพ :
– SFX เซนทรัลเวิลด์
– โรงภาพยนตร์ลิโด้ 
– โรงภาพยนตร์ House RCA
– Bangkok Screening Room
เชียงใหม่ :
– โรงภาพยนตร์ SF เมญ่า เชียงใหม่
ขอนแก่น :
– โรงภาพยนตร์ SF เซนทรัล ขอนแก่น
 
*ภาพยนตร์นี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

 

 ผู้เขียน : 
© 2017 FILMMAKER · Designed by Press Customizr · Powered by SIMANDSON