Director Talk

คงเดช จาตุรันต์รัศมี
4 ตุลาคม 2560

หากย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราได้ร่วมกันค้นหาความเป็นไทยผ่านหนังเรื่อง“ตั้งวง” กันไปแล้ว มาปีนี้ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ได้กลับมาพาพวกเราได้ร่วมกันค้นหา ‘ความรู้สึก…คิดถึง’ กับหนังรักเรื่องใหม่ของเขา กับ Snap แค่…ได้คิดถึง ซึ่งเป็นการหวนกลับมาทำหนังแนวรักโรแมนติกอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปถึง 8 ปี นอกจากนี้ Snap ยังเป็นภาพยนตร์ไทยที่ได้ร่วมเข้าฉายใน เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 28 (28th Tokyo International Film Festival) เมื่อปลายปีที่แล้วอีกด้วย วันนี้เรา จะมาร่วมพูดคุยถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ กันว่าจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

อยากให้เล่าเรื่อง Snap ให้ฟังหน่อยว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง?
เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึงที่เขาได้รับการเชิญให้ไปร่วมงานแต่งจากเพื่อนสมัยมัธยม โดยเพื่อนจะจัดงานแต่งที่โรงเรียนเก่าที่จบมาด้วยกัน  และมันก็เป็นธีมแบบ รียูเนี่ยน แบบแฟนฉัน อะไรอย่างนั้น มันก็แบบดีใจ ได้กลับไปรียูเนี่ยนกับเพื่อนๆ ก็จะได้กลับมาเจอกัน มันก็เลยเป็นทริปกลับไปจันทบุรี จังหวัดที่เขาเรียนจบมา แต่ว่าการไปงานนี้มันทำให้เขาได้เจอกับผู้ชายคนนึง คือเพื่อนร่วมรุ่น ชื่อบอย มาเป็นตากล้องของงานแต่งงานนี้ด้วย แต่ว่าทั้ง 2 คนนี้มันมีอดีตบางอย่างต่อกันอยู่ แล้วมันยังไม่ได้เคลียกันด้วย ฉะนั้นมันก็เลยเป็นเหมือนทริปแห่งความทรงจำ ได้กลับไปที่เก่าๆ ที่เราเคยไป แล้วดันไปเจอคนบางคนในอดีต แล้วจะเคลียไหม ความรู้สึกมันมาแน่ๆ ทั้งๆที่ตัวเองก็มีแฟนอยู่ที่กรุงเทพฯ หนังมันว่าด้วยพลอตง่ายๆแบบนี้แหละ แต่มันว่าด้วยเรื่องรายละเอียดของความรู้สึกของทั้งสองคนและคนรอบข้าง
 
แล้วแรงบันดาลใจเรื่องนี้มาจากอะไร?
มันก็มาจากเราเริ่มอายุมากและ แล้วเราก็เริ่มคิดถึงอดีตเยอะ และค้นพบว่ามันมีคนในชีวิตที่ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียน คนที่เคยตอนหนุ่มๆ ตอนเริ่มทำหนังใหม่ๆ มีคนที่แบบเราใช้ชีวิตอยู่ ไปกินนอน ไปใช้เวลาด้วยกัน แต่ว่าจู่ๆคนๆนั้นก็หายไปจากชีวิตและ แล้วมันก็มีคนใหม่ๆ เข้ามา อันนี้ไม่พูดถึงแบบพวกแฟน เพื่อนเก่า เราก็รู้สึกสนใจเรื่องพวกนี้ เรื่องความทรงจำ ความรู้สึก หรือ คนที่เราเคยอยู่ด้วย พอเป็นอย่างนั้นเราก็เริ่มมาดูคนรุ่นใหม่ เพราะว่าเรา ไม่ได้คิดจะทำหนังผู้ใหญ่มากๆ ไม่ใช่วัยเราแน่ๆ เราก็พบว่า คนหนุ่มสาวค่อนข้างรู้สึกแก่เร็วขึ้น 20กว่าๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองแก่ แล้วเราเชื่อว่าเดี๋ยวนี้โลกมันมีอินเทอร์เน็ต มีทุกอย่าง แต่ก่อนเรารู้สึกว่าเรื่องในวันๆนึง มันน้อย เราก็แค่ทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ไป แต่เดี๋ยวนี้ เช้าตื่นขึ้นมาเปิดเฟสบุ๊ค เจอหน้าฟีดต่างๆ เนี่ย เรื่องต่างๆ มันเยอะมากเป็นล้านเรื่อง แบบมันไหลเข้ามาหาเรา ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าแบบแก่เร็วขึ้น 26-27 ก็บ่นกันและ  ทุกอย่างมันเร็วมันอายุสั้นหมดเลย พอเรื่องมันอายุสั้นก็เลยทำให้เรารู้สึกแก่เร็วขึ้น สมมุติ ถ้าพูดถึงเรื่องการถ่ายรูป เราถ่ายรูปฟิล์ม อัดล้างมา ต้องใช้เวลากว่ามันจะเก่า คือเวลาจะทำให้มันเก่าจริง แต่เดี๋ยวนี้แบบเราถ่ายเสร็จปุ๊บ จัดฟิลเตอร์ เข้าไป รูปมันดูเก่าทันทีเลยเพิ่งถ่ายนาทีที่แล้วเอง แฮชแท็กขึ้นไปสักนิดนึง จู่ๆ มันกลายเป็นความทรงจำ ไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันสำเร็จรูปขึ้น เรารู้สึกนะ มันก็เลยตั้งคำถามว่า เห้ย! แล้วเวลาเรารู้สึกน่ะ เรารู้สึกจริง หรือบิ้วมันขึ้นมา ไอ้ความคิดถึง ความทรงจำ ผู้คน หรืออะไรต่างๆ นานา มันก็เลยเหมือนเป็นคำถามที่ทำให้เราพลอตหนังเรื่องนี้มา

 

อยากให้เล่าเรื่อง Snap ให้ฟังหน่อยว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรบ้าง?
เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึงที่เขาได้รับการเชิญให้ไปร่วมงานแต่งจากเพื่อนสมัยมัธยม โดยเพื่อนจะจัดงานแต่งที่โรงเรียนเก่าที่จบมาด้วยกัน  และมันก็เป็นธีมแบบ รียูเนี่ยน แบบแฟนฉัน อะไรอย่างนั้น มันก็แบบดีใจ ได้กลับไปรียูเนี่ยนกับเพื่อนๆ ก็จะได้กลับมาเจอกัน มันก็เลยเป็นทริปกลับไปจันทบุรี จังหวัดที่เขาเรียนจบมา แต่ว่าการไปงานนี้มันทำให้เขาได้เจอกับผู้ชายคนนึง คือเพื่อนร่วมรุ่น ชื่อบอย มาเป็นตากล้องของงานแต่งงานนี้ด้วย แต่ว่าทั้ง 2 คนนี้มันมีอดีตบางอย่างต่อกันอยู่ แล้วมันยังไม่ได้เคลียกันด้วย ฉะนั้นมันก็เลยเป็นเหมือนทริปแห่งความทรงจำ ได้กลับไปที่เก่าๆ ที่เราเคยไป แล้วดันไปเจอคนบางคนในอดีต แล้วจะเคลียไหม ความรู้สึกมันมาแน่ๆ ทั้งๆที่ตัวเองก็มีแฟนอยู่ที่กรุงเทพฯ หนังมันว่าด้วยพลอตง่ายๆแบบนี้แหละ แต่มันว่าด้วยเรื่องรายละเอียดของความรู้สึกของทั้งสองคนและคนรอบข้าง
 
แล้วแรงบันดาลใจเรื่องนี้มาจากอะไร?
มันก็มาจากเราเริ่มอายุมากและ แล้วเราก็เริ่มคิดถึงอดีตเยอะ และค้นพบว่ามันมีคนในชีวิตที่ผลัดเปลี่ยน หมุนเวียน คนที่เคยตอนหนุ่มๆ ตอนเริ่มทำหนังใหม่ๆ มีคนที่แบบเราใช้ชีวิตอยู่ ไปกินนอน ไปใช้เวลาด้วยกัน แต่ว่าจู่ๆคนๆนั้นก็หายไปจากชีวิตและ แล้วมันก็มีคนใหม่ๆ เข้ามา อันนี้ไม่พูดถึงแบบพวกแฟน เพื่อนเก่า เราก็รู้สึกสนใจเรื่องพวกนี้ เรื่องความทรงจำ ความรู้สึก หรือ คนที่เราเคยอยู่ด้วย พอเป็นอย่างนั้นเราก็เริ่มมาดูคนรุ่นใหม่ เพราะว่าเรา ไม่ได้คิดจะทำหนังผู้ใหญ่มากๆ ไม่ใช่วัยเราแน่ๆ เราก็พบว่า คนหนุ่มสาวค่อนข้างรู้สึกแก่เร็วขึ้น 20กว่าๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองแก่ แล้วเราเชื่อว่าเดี๋ยวนี้โลกมันมีอินเทอร์เน็ต มีทุกอย่าง แต่ก่อนเรารู้สึกว่าเรื่องในวันๆนึง มันน้อย เราก็แค่ทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ไป แต่เดี๋ยวนี้ เช้าตื่นขึ้นมาเปิดเฟสบุ๊ค เจอหน้าฟีดต่างๆ เนี่ย เรื่องต่างๆ มันเยอะมากเป็นล้านเรื่อง แบบมันไหลเข้ามาหาเรา ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าแบบแก่เร็วขึ้น 26-27 ก็บ่นกันและ  ทุกอย่างมันเร็วมันอายุสั้นหมดเลย พอเรื่องมันอายุสั้นก็เลยทำให้เรารู้สึกแก่เร็วขึ้น สมมุติ ถ้าพูดถึงเรื่องการถ่ายรูป เราถ่ายรูปฟิล์ม อัดล้างมา ต้องใช้เวลากว่ามันจะเก่า คือเวลาจะทำให้มันเก่าจริง แต่เดี๋ยวนี้แบบเราถ่ายเสร็จปุ๊บ จัดฟิลเตอร์ เข้าไป รูปมันดูเก่าทันทีเลยเพิ่งถ่ายนาทีที่แล้วเอง แฮชแท็กขึ้นไปสักนิดนึง จู่ๆ มันกลายเป็นความทรงจำ ไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันสำเร็จรูปขึ้น เรารู้สึกนะ มันก็เลยตั้งคำถามว่า เห้ย! แล้วเวลาเรารู้สึกน่ะ เรารู้สึกจริง หรือบิ้วมันขึ้นมา ไอ้ความคิดถึง ความทรงจำ ผู้คน หรืออะไรต่างๆ นานา มันก็เลยเหมือนเป็นคำถามที่ทำให้เราพลอตหนังเรื่องนี้มา

 

คือ 8 ปีที่ผ่านไปคงมีเรื่องที่อยากเล่าเยอะเลย
มีแหละ แล้วเราเชื่อว่าแบบนี้ เวลาผ่านไปตัวเราก็จะเปลี่ยนไป มีมุมมองต่างๆ ที่เปลี่ยนไป ถ้าไม่เปลี่ยนเลยเราว่าไม่น่าคบหรอก(หัวเราะ) ทั้งอายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น มองสิ่งต่างๆ ในมุมมองที่เปลี่ยนไป หรือมองสิ่งเดียวกันนี่แหละ แต่ว่ามันอาจจะมีความเข้าใจมากขึ้น ถ้าทำเรื่องนี้ใน 8 ปีที่แล้ว เราอาจจะฟูมฟายมากกว่านี้ ดังนั้นก็น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงแหละ โดยธรรมชาติของมัน แต่เราค่อนข้างดีใจที่ได้ทำมันตอนนี้ เวลานี้ รวมทั้งตัวนักแสดงที่เราเลือกมา มันเหมือนกำลังทำให้ทุกอย่างดีไปหมดเลย
 
แล้วไปฉายที่ญี่ปุ่น เป็นยังไงบ้าง?
ดีครับ หนังฉาย 3 รอบ ก็เต็มทุกรอบนะ แล้วก็มีคนเช็ดน้ำตาทุกรอบด้วย เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำตอนแรก คนญี่ปุ่นไม่น่าจะเข้าใจมากหรอก แต่จริงๆแล้วมันทำงานมากกว่าตอนตั้งวงไปฉายอีก เพราะว่าตั้งวงมันมีความเป็นส่วนตัวของในประเทศสูง แต่ตอนนั้นก็ผลตอบรับดีนะ แต่เราว่าอันนี้ดีกว่าอีก  หมายความว่านี่น่าจะเป็นความรู้สึกที่ทุกคนมีอยู่ แม้แต่เรื่องโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ เรื่องการถ่ายภาพ เรื่องบันทึกอะไรต่างๆ นานา เขาก็เข้าใจหมดเลย เพราะว่าเขาก็อยู่ในโลกแบบเดียวกับเรา
 
คนดูจะได้อะไรจาก Snap บ้าง?
มันเป็นหนังที่ทำงานกับความรู้สึก ทำให้เราคิดถึง จำได้ว่าพอหนังตัดเสร็จ มานั่งดูแล้วเราก็รู้สึกเลยแบบคิดถึงหลายคนเลย และเรารู้เลยว่า ที่แท้เราทำหนังเพราะคิดถึงคนเหล่านี้ในชีวิตเหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของความรักอย่างเดียว มิตรภาพด้วย แล้วเราก็เชื่อว่า พอมันทำงานแบบนี้ตอนไปฉายที่ญี่ปุ่น มันก็ทำงานเหมือนกัน เท่ากับว่าความรู้สึกนี้นี่มันสากลเหมือนกัน แล้วเราก็เชื่อว่าคนดูก็ได้สิ่งนี้กลับไป ความรู้สึกที่ทำให้เรากลับนั่งย้อนคิดกับตัวเอง ถึงคนต่างๆ ในชีวิต คนที่อาจจะไม่ได้เจอกันแล้ว หรือว่ากลับมาเจอกันแต่ไม่มีอะไรจะพูด

 

 ผู้เขียน :  VALK
© 2017 FILMMAKER · Designed by Press Customizr · Powered by SIMANDSON